สมาคมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจังหวัดสมุทรปราการ
สิงหาคม 01, 2014, 06:48:24 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การอบรมปฐมนิเทศพนักงานใหม่  (อ่าน 30556 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: มกราคม 20, 2011, 11:04:29 AM »

การปฐมนิเทศ (Orientation) คือ การชี้แจงเบื้องต้น  เพื่อให้พนักงานใหม่ ได้รู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับองค์การที่เขาจะเข้ามาดำเนินชีวิตด้วยความสูงและพอใจในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านจิตใจ ให้เกิดความรัก ความผูกพันที่จะร่วมทำงานภายใต้ความศรัทธา ไว้วางใจในการอยู่ทำงานกับองค์การตั้งแต่ต้น

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ในการปฐมนิเทศ คือ ความประทับใจครั้งแรก เพราะสิ่งที่พนักงานใหม่คาดหวังว่าจะได้พบ เมื่อเขาย่างก้าวเข้ามาทำงานในวันแรก นั่นคือหวังว่าจะไดความรู้สึกว่าาองค์กรที่เขาจะมาร่วมงานด้วยนั้น เขามีความมั่นใจว่า “ใช่” ในการเป็นหน่วยงานที่เขาจะทุ่มเทชีวิต เวลา และความมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าของตนเองวัตถุประสงค์ของการปฐมนิเทศ มีหลายประการ แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้วยเวลา ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่นหน่วยงานต้นสังกัดต้องการเร่งรัดให้พนักงานใหม่เข้าทำงานในหน้าที่โดยเร็วที่สุด เพราะขาดกำลังคน หรือมีงานเร่งด่วนที่จะให้ทำ รวมทั้งบุคลากรที่จะทำหน้าที่ให้การฐมนิเทศก็มีงานติดพันอยู่ในช่วงเวลาของการปฐมนิเทศ จึงควรพิจารณากำหนดวัตถุประสงค์ของการปฐมนิเทศให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญคัญและความเร่งด่วน

โดยทั่วไปควรกำหนดวัตถุประสงค์ เป็นความต้องการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อองค์การ ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานในโอกาสแรกที่จะทำได้ เพื่อสร้างความศรัทธา ไว้วางใจในการเข้ามาร่วมงานในสังกัดขององค์การ ถ้ามีเวลากำหนดไว้น้อยก็ควรจะให้ความรู้ความเข้าใจในจุดสำคัญ ได้แก่

1. เรื่องที่เกี่ยวกับองค์การ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ
2. ผู้ก่อตั้งคณะผู้บริหารและความมั่นคงเจริญเติบโตขององค์การ
3. ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การต่างๆ ในเครือและหน่วยงานต่าง ๆ
4. วัฒนธรรมองค์กร
5. ลักษณะพฤติกรรมที่องค์การต้องการให้พนักงานประพฤติปฏิบัติ
6. การทำงานอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

ส่วนการให้คำชี้แจงในวัตถุประสงค์ เพื่อให้พนักงานใหม่ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ กฎข้อบังคับต่างๆ ขององค์การและเงื่อนไข ข้อตกลงสภาพการจ้าง การให้สวัสดิการต่างๆ อาจจัดทำคู่มือพนักงานมองให้พนักงานไปศึกษาด้วยตนเองและกำหนดให้มีการทดสอบความเข้าใจด้วยการออกแบบการทดสอบ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ แล้ว หากพนักงานใหม่ยังไม่ผ่านการทดสอบ ก็ให้ซักถามผู้บังคับบัญชาโดยตรงและเข้ารับการทดสอบใหม่ภายในเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้ายังไม่ผ่านการทดสอบรอบสองจะไม่ผ่านการทดลองงาน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานใหม่ใส่ใจในการเรียนรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ ผลประโยชน์และสวัสดิการที่ตนจะได้รับอย่างชัดแจ้ง แทนการรับฟังคำชี้แจง ซึ่งไม่มีหลักประกันเรื่องความสนใจอย่างจริงจัง   อย่างไรก็ตามจะต้องให้การปฐมนิเทศทั้งในรูปแบบการฝึกอบรมและการให้การเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ เพื่อให้พนักงานใหม่มีความพร้อมในด้าน ความคิด จิตใจ ในการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์การอย่างแท้จริง
วัตถุประสงค์ของการปฐมนิเทศ
1. สร้างความพร้อมให้พนักงานใหม่ ในการปรับตัวเข้ากับองค์การ
2. ทำให้พนักงานใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ทำให้พนักงานใหม่เกิดทัศนคติที่ดีต่อองค์กร
4. ทำให้พนักงานได้ทราบสถานการณ์
5. ทำให้พนักงานใหม่เริ่มทำงานอย่างถูกต้องและปลอดภัย
6. ทำให้พนักงานใหม่เข้าร่วมงานด้วยความรู้สึกที่ดีต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน
7. ทำให้พนักงานใหม่ไม่มีความวิตกกังวลและหวาดกลัวประโยชน์ของการปฐมนิเทศ
8. สร้างความประทับใจแก่พนักงานใหม่ในด้านดี
9. ทำให้พนักงานใหม่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ
10. ป้องกันพนักงานใหม่ ได้รับข้อมูลผิดๆ จากบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี
11. ทำให้พนักงานใหม่เข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับหน้าที่และวิธีการทำงานที่ถูกต้อง ปลอดภัย
12. ทำให้พนักงานใหม่เกิดความสนใจและตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง
13. ทำให้พนักงานใหม่มีความรู้สึกอบอุ่นใจและมั่นใจเกี่ยวกับอนาคตของตน
14. ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานเก่าเท่ากับพนักงานใหม่
15. ทำให้พนักงานใหม่เข้าใจถึงวัฒนธรรมองค์การเพื่อการปรับตัว
16. ทำให้พนักงานใหม่ทราบถึงการวางตัวที่เหมาะสมการเตรียมการปฐมนิเทศ
17. สร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
18. ฝ่ายบริหารสนับสนุนโปรแกรมการปฐมนิเทศ
19. ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมในการเปิดปฐมนิเทศ
20. ผู้บริหารสูงสุดจัดเวลาให้เข้าพบทำความรู้จัก
21. ผู้บังคับบัญชาบางท่านเข้าร่วมการบรรยายในการปฐมนิเทศ
22. ฝ่ายทรัพยากรบุคคลวางแผนและประสานงานต่างๆ ในการจัดโปรแกรม
23. ติดตามผลการฝึกอบรมปฐมนิเทศ
24. เตรียมการประเมินผลของโปรแกรมและทบทวนแก้ไข

การอบรมปฐมนิเทศ  คือ การที่ฝ่ายทรัยกรมนุษย์ บุคคล และธุรการ มีหน้าที่ ที่จะต้องอบรม ให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่พนักงานใหม่ ให้รู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่พนักงานใหม่เหล่านั้น จะต้องพบ ต้องเรียนรู้ เพื่อ่ให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน  ผลงานเข้าตาหัวหน้างาน ทำงนถูกต้อง ไม่ผิดพลาด ลดการสูญเสียในการผลิต และลดอุบัติเหตุในการทำงาน
     หัวข้อที่ผมอบรมพนักงานใหม่ ใช้เวลา 3 วัน
    1. สิทธิผลประโยชน์ กฏระเบียบ ข้อบังคับของบริษัท
    2. ประวัติบริษัท ธุรกิจประเภทไหน ขั้นตอนการผลิต
    3. ความปลอดภัยในการทำงาน
    4. การเตรียมตัวสำหรับพนักใหม่
   5.ISO 9000
   6. ISO 14001
   7. กิจกรรม KYT
   8. มนุษย์สัมพันธ์ ทำงานเป็นทีม
    9. 5 ส
   ขอนำตัวอย่างการเตรียมตัวสำหรับพนักงานใหม่มาอ่านกัน
  เมื่อผ่านการคัดเลือกเข้าทำงานแล้วทำอย่างไร
     กระบวนการสมัครงานของคุณได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่ขั้นตอนการส่งประวัติส่วนตัวไปยังนายจ้าง การสัมภาษณ์งานในแต่ละรอบ จนตอนนี้คุณคือผู้ถูกเลือก จากนี้ไป คุณต้องทำอะไรบ้าง
    •  ตรวจสุขภาพ บางบริษัทอาจส่งคุณไปตรวจร่างกาย ว่าคุณมีสุขภาพดีสามารถทำงานให้เขาได้หรือไม่ ซึ่งหากไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง ส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหา ได้ทำงานแน่นอน
   •  หาผู้ค้ำประกัน หากเป็นงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเงิน ๆ ทอง ๆ อาจต้องมีผู้ค้ำประกัน ซึ่งบางแห่งไม่อนุญาตให้ญาติเป็นผู้ค้ำประกัน ผู้สมัครงานจึงต้องหาผู้ใหญ่ที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับนับถือมาเป็นผู้ค้ำประกันให้
   •  ทำสัญญาว่าจ้าง โดยทั่ว ๆ ไปเป็นสัญญามาตรฐานว่ามีการตกลงว่าจ้างงานกัน รวมถึงเรื่องอัตราค่าจ้าง ผลตอบแทนต่าง ๆ และข้อบังคับของบริษัท
   •  ทดลองงาน แม้คุณจะได้เข้าทำงานแล้ว แต่คุณยังไม่ได้เป็นพนักงานเต็มตัว ต้องผ่านการทดลองงานเสียก่อน โดยปกติแล้วใช้เวลา 3-6 เดือน จึงจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ

    การเตรียมตัวสำหรับพนักงานใหม่

   •  เรียนรู้ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของบริษัทให้เข้าใจ รวมถึงเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร สไตล์การทำงาน และพยายามปรับตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมใหม่
  •  เตรียมเครื่องแต่งกายตามระเบียบของบริษัท ต้องมีเครื่องแบบหรือไม่ ควรใส่กางเกง หรือกระโปรง ความสั้น-ยาวที่เหมาะสม รูปแบบของรองเท้าที่อนุญาตให้ใส่ได้
  • ตรวจสอบเวลาในการเข้างานและเลิกงาน ข้อปฏิบัติในการขาด ลา มาสาย
  •  ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน แม้ว่าฝ่ายบุคคลจะ เป็นคนพาคุณไปทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงาน และพนักงานในแผนกต่าง ๆ แล้วก็ตาม ที่เหลือคือหน้าที่ที่คุณจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนอื่น ๆ ต่อไปเอง โดยหลักแล้วพนักงานใหม่ควรมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ไม่ควรรอให้ผู้อื่นเข้ามาหา แต่ควรเป็นผู้เริ่มทำความรู้จักกับผู้อื่นก่อน อาจจะเป็นการขอความรู้ ขอคำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งทุก ๆ คนพร้อมจะให้ความช่วยเหลือคุณในฐานะน้องใหม่อยู่แล้ว
  •  เรียนรู้การทำงานจากหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงานที่ได้รับมอบหมายให้สอนงานคุณ แสดงความสนใจใฝ่รู้ และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ คิดตาม ซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ หากต้องการเรียนรู้ได้ไว ต้องไม่อายที่จะถามให้เข้าใจ แล้วตั้งใจลงมือทำให้ดีที่สุด

พนักงานใหม่ ต้องทำตัวอย่างไร
     เมื่อมีพนักงานใหม่เข้ามาทำงาน แน่นอนว่าจะต้องถูกจับตามองในช่วง 3 เดือนแรก คุณในฐานะพนักงานใหม่อาจรู้สึกตื่นเต้นกับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมขององค์กร รวมทั้งการแสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน และนายจ้าง
      อย่างไรก็ดี ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของพนักงานใหม่มักพบอยู่ 2 ประการ ประการแรก คือ พนักงานใหม่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรได้ อีกประการหนึ่งคือ พนักงานใหม่ไม่ค่อยถามในสิ่งที่เขาไม่รู้ ซึ่งองค์กรมักจะคาดหวังพนักงานที่กล้าคิดกล้าถามมากกว่าพนักงานที่นิ่งเฉย ไม่แสดงความกระตือรือร้น
หากคุณกำลังเปลี่ยนงาน หรือกำลังปรับตัวเข้ากับตำแหน่งใหม่ หรือแม้แต่เพิ่งเริ่มทำงานเป็นครั้งแรก นี่เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณปรับตัว และสร้างความประทับใจให้กับเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกับคุณ

เคารพในวัฒนธรรมองค์กร
การแต่งกายตามสบายเกินไป หรือการไปถึงที่ทำงานสาย เป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่พนักงานใหม่ไม่ควรกระทำ หากคุณต้องการประสบความสำเร็จ ให้สังเกตจากผู้ที่ประสบความสำเร็จว่าเขาวางตัว และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร หากมีโอกาสเรียนรู้จากผู้สอนงานคุณ ซึ่งแน่นอนเขาย่อมอยู่ในองค์กรมาเป็นเวลานาน คุณควรเรียนรู้กฎขององค์กร รวมถึง ธรรมเนียมปฏิบัติ ทัศนคติ ค่านิยมขององค์กร เพื่อที่คุณจะสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรใหม่ได้โดยเร็ว
เต็มใจเรียนรู้
คุณอาจต้องพบกันกระบวนการทำงานที่ไม่คุ้นเคยในช่วงหนึ่งเดือนแรกของการทำงาน แต่คุณยังไม่ควรพยายามชักจูงเพื่อนร่วมงานให้คิดในแบบที่คุณคิด แม้ว่าคุณจะคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีกว่า จงคุยกับเพื่อนร่วมงานเพื่อทำความเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของกระบวนการและการดำเนินงานของพวกเขา และพยายามที่จะเรียนรู้ ให้พวกเขาเริ่มมีความเชื่อใจและเคารพในตัวคุณเสียก่อน จากนั้นคุณค่อยให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานของพวกคุณให้ดีขึ้น
ทำความเข้าใจในหน้าที่ความรับผิดชอบของคุณ
ในช่วง 2-3 วันแรกคุณควรหาโอกาสคุยกับผู้จัดการของคุณถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของคุณ ตำแหน่งคุณมีบทบาทอย่างไรต่อภาพรวมขององค์กร โดยคุณอาจตั้งคำถามดังต่อไปนี้
      อะไรคือเรื่องสำคัญและเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อน
     คุณควรรายงานความคืบหน้าในโครงการที่คุณรับผิดชอบในรูปแบบใด และบ่อยแค่ไหน
    วิธีการในการประเมินสมรรถนะในการทำงานเป็นอย่างไร
     การทำความเข้าใจที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รู้ตัวเองว่าเมื่อไรที่คุณต้องการคำแนะนำ
อีกปัจจัยหนึ่งสู่ความสำเร็จในบทบาทใหม่ของคุณก็คือความเต็มใจที่จะยอมรับเมื่อคุณต้องการความช่วยเหลือ หากคุณยังลังเลที่จะขอความช่วยเหลือคุณมักจะทำผิด หากคุณยอมรับว่าคุณไม่มีความชำนาญในสิ่งนั้น ย่อมดีกว่าการส่งงานที่ไม่ตรงตามความคาดหวัง
สังเกตสไตล์ในการสื่อสาร
       สังเกตวิธีการที่ผูจัดการ เพื่อนรวมงาน หรือพนักงานในแผนกอื่น ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ว่าคนส่วนใหญ่ชอบที่จะสื่อสารกันอย่างไร สื่อสารกันทางอีเมล การโทรศัพ์ หรือคุยกันต่อหน้า หากหัวหน้างานของคุณคาดหวังให้คุณส่งข้อมูลรายละเอียดสำคัญ แต่คุณกลับส่งอีเมลแบบไม่เป็นทางการไปให้โดยไม่ตั้งใจ อาจสร้างความไม่ประทับใจให้แก่หัวหน้างาน ดังนั้นไม่ควรพลาดที่จะสังเกตสไตล์ของพวกเขาก่อนล่วงหน้า
ให้เวลากับการเข้าสังคม
    เมื่อเริ่มต้นตำแหน่งใหม่ คนทำงานมืออาชีพให้ความสำคัญกับการทำงานควบคู่ไปก้บการทำความรู้จักเพื่อนร่วมงาน คุณต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่า คุณทุ่มเทให้กับการทำงาน แต่ก็ยังต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานของคุณและหัวหน้าด้วย คุณจะพบว่าเพื่อนร่วมงานของคุณสามารถพันธมิตรที่แข็งแกร่งของคุณและมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในการทำงานได้ง่ายขึ้น
ทำงานให้มากขึ้น
คุณจะกลายเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าของนายจ้างใหม่ได้ด้วยการอาสาสมัครทำงานใหม่ ๆ แม้ว่าจะไม่ใช่งานในหน้าที่ของคุณก็ตาม สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถเรียนรู้งานที่หลากหลาย ทั้งยังแสดงให้เห็นความตั้งใจของคุณเพื่อช่วยผู้อื่นในองค์กรด้วย
ขอความคิดเห็น
    ในช่วงการทดลองงาน 3 เดือนนั้น คุณควรมีการขอความคิดเห็นเกี่ยวกับ การทำงานของคุณจากนายจ้างเป็นระยะ เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนแรก คุณอาจขอนัดหัวหน้างานของคุณ เพื่อหารือเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงานของคุณในช่วงที่ผ่านมา เพื่อทราบว่าเขาพึงพอใจกับคุณหรือไม่ มีตรงไหนที่ต้องการให้ปรับปรุงบ้าง ในอีก 2 เดือนข้างหน้าคุณจะได้พัฒนาตนเองให้ดีขึ้นตามที่นายจ้างคาดหวัง
   การเป็นพนักงานใหม่ให้ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มต้นให้ดี เพราะก้าวแรกที่มั่นคง ย่อมส่งผลต่อก้าวต่อ ๆ ไป ดังนั้น หากพนักงานใหม่ตั้งใจเรียนรู้และสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้อย่างรวดเร็ว ก็จะสามารถทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
somchoke
Newbie
*

พลังน้ำใจ 2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 22, 2011, 07:55:48 AM »

อบรมเข้าแล้ว ประเมินผลแล้ว ไม่ได้ผล...สักที
การอบรมเยอะมาก...บางครั้งพนักงานเข้ามาใหม่ รับรู้หมด แต่จำไม่ได้ นำไปสู่การปฏิบัติไม่ได้เต็มที่...มีแนวทางอย่างไรบ้าง
บันทึกการเข้า
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 22, 2011, 11:41:16 AM »

ดรับก็ต้องทำใจนะครับ  บางคน รักดี อบรมไปก็นำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติ งานเขาก็ดี มีประสิทธิภาพ  ความผิดพลาดลดน้อยลง หัวหน้าก็ไม่ตำหนิ
บางคนอบรมแล้วไม่ได้ใส่ใจ มานั่งฟัง แต่ใจลอย  นั่งหลับ  เราก็ต้องให้เขาทำอะไรที่ตื่นเต้น เร้าใจ เข้าไป ให้ตาสว่าง เล่นเกมส์ ทำโทษ   
  ส่วนที่มาฟังแล้ว ฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา  พวกนี้   จะไม่ค่อยได้อะไร  ทำตามเพื่อน  ในการทำงาน ส่วนใหญ่ ก็ไม่ปฏิบัติตามเทคนิคหรือวิธีการที่ถูกต้อง  ความผิดพลาด ความสูญเสีย ความเสียหาย ก็เกิดขึ้น  หัวหน้าก็ไม่ปลื้ม การทำงานของคน คนนั้น ก็ไม่ดี แต่ถ้าสังเกตุให้ดี  ผมว่า อยู่ที่หัวหน้างาน หรือผู้บังคับบัญชามากกว่า ถ้าหัวหน้า ดุ เป็นคนเจ้าระเบียบ แผนก/ หน่วยงานนั้นก็จะดีไปด้วย 
  คนเรา ร้อยพ่อ พันแม่ ต้องทำใจ เรามีหน้าที่ ที่ต้องคอยสอน  คอยควบคุม ดูแล อบรมให้ความรู้  ปรึกษาหลังการสอน ชี้นำในสิ่งที่ดีดี ให้เขา ถ้าเราพบเห็น ก็คอยแนะนำ ถ้าไปปฏิบัติงานก็ต้องให้หัวหน้าเขา จัดการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และเกิดความปลอดภัย
  เหมือนกันกับ  ปูเดิน ซ้าย ที่ ขวา ที  เราก็ต้องคอยจับ ใหม่ จับใหม่  / สอนเด็กเดินทำนองนี้ ละ
 

   ประชาสัมพันธ์ ผมก็ว่าเป็นจำเป็นนะ ไม่ว่าเกิดอุบัติเหตุ  ก็ก็ต้องทำบอร์ดประชาสัมพันธ์  อุบัติ ...  สาเหตุ..... การป้องกันและแก้ไข ให้คนอื่นได้รับรู้ รับทราบ ไม่ให้เอาอย่าง
   สรุป  ต้องติดตาม ดูแล  ให้คำปรึกษา แนะนำสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง  และประชาสัมพันธ์อุบัติ หรือการสูญเสีย   ความคิดผมนะ
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 09:12:38 AM »

การอบรมเรื่องความปลอดภัยในการทำงานให้กับพนักงานใหม่ ที่เริ่มเข้ามาทำงานในโครงการ มีความสำคัญมาก เนื่องจากพนักงานเหล่านี้ยังไม่ทราบถึงความเสี่ยงหรืออันตรายที่มีในสถานประกอบการ รวมไปถึงกฏระเบียบข้อควรปฏิบัติในกรณีต่างๆ

การอบรมถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานที่เป็นผู้อบรมพนักงาน ควรจะแน่ใจว่าทุกคนทราบถึงกฏระเบียบต่างๆเป็นอย่างดี โดยใช้การทำข้อสอบภายหลังอบรมเป็นตัวชี้วัด นอกจากนี้ต้องแน่ใจว่าพนักงานเหล่านี้เมื่อเข้าไปทำงานในจะปฏิบัติตามกฏระเบียบได้เป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่งผมเคยอบรมพนักงานที่เข้ามาทำงานในโครงการก่อสร้าง หลังจากอบรมเสร็จผมก็ถามทุกคนเลยว่า สามารถทำได้ตามกฏระเบียบทั้งหมดได้หรือไม่ พนักงานกลุ่มหนึ่งถามว่าไม่ใส่แว่นตานิรภัยในการทำงานได้หรือไม่ ผมจึงบอกไปว่ากฏระเบียบที่นี่บังคับว่าต้องสวมใส่แว่นตานิรภัยตลอดเวลาที่อยู่ในเขตก่อสร้าง ซึ่งประโยชน์จากการสวมใส่ก็อยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนนั่นแหละ ซึงทุกคนก็เข้าใจแต่ก็ไม่อยากที่จะปฏิบัติตามกฏระเบียบนี้ ปรากฏว่าการอบรมพนักงานใหม่ครั้งนั้นมีคนตัดสินใจไม่ทำงานประมาณ 10 กว่าคน

ผมมองว่าเป็นเรื่องดี ดีกว่าที่มาทำงานแล้วไม่สามารถปฏิบัติตามกฏระเบียบได้ แล้วก่อให้เกิดปัญหาภายหลัง

สำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานที่มีโอกาสทำหน้าที่อบรมพนักงาน ขอให้ท่านเดินออกตรวจหน้างานมากสักหน่อย เพราะพนักงานที่ผ่านการอบรมจากท่านมักจะเกรงใจท่านเ้ป็นพิเศษ

ผมเองตอนที่ทำหน้าที่อบรมพนักงาน หลังจากอบรมเสร็จมักจะใช้เทคนิค ถามพนักงานที่ผมอบรมทุกครั้งว่าทำตามกฏระเบียบที่บอกได้หรือไม่ ใครทำได้ให้ยกมือขึ้น ซึ่งถ้าทุกคนยกมือ ผมก็จะบอกว่าสัญญากับผมแล้วนะ ถ้าผมไปเจอหน้างานแล้วไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่ใส่แว่นตานิรภัย ทำผิดกฏความปลอดภัย ถือว่าพวกท่านไม่รักษาสัญญา ไม่รักษาคำพูด ผมจะลงโทษตามกฏระเบียบ

ด้วยวิธีนี้พอผมเดินไปหน้างานทีไร ทุกคนก็จะรีบหยิบแว่นตา มาใส่ทันทีเมื่อผมเดินเข้า site งาน

บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 09:32:31 AM »

เทคนิคการพัฒนาพนักงานด้วยการฝึกอบรมในงาน (On the Job Training)
การฝึกอบรมพนักงานให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหน้าที่ที่สำคัญของหัวหน้างาน เพราะถ้าพนักงานทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่มีข้อผิดพลาด และทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย หัวหน้างานย่อมได้รับประโยชน์จากผลงานนั้นด้วย แต่ถ้าพนักงานไม่สามารถทำงานได้ หรือมีข้อบกพร่องมาก ย่อมเป็นภาระของหัวหน้างานนั้นเอง ในการทำงานและการแก้ไขความบกพร่องของงานนั้นให้หมดสิ้นไป

การที่จะพัฒนาพนักงานให้ทำงานได้ดีนั้น หัวหน้าต้องกระตุ้นพนักงานให้มีปัจจัย 3 ประการ คือ แนวคิดและทัศนคติ ความตั้งใจและความสามารถ ถ้าพนักงานมีแนวคิดและทัศนคติที่ดีต่อการทำงานบวกความตั้งใจที่จะทำงานให้สำเร็จและมีความสามารถในการทำงานนั้นด้วย ย่อมส่งผลให้การทำงานของพนักงานมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย หัวหน้างานจึงมีหน้าที่ในการผลักดันให้พนักงานนำปัจจัยทั้ง 3 ประการออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการเพิ่มความสามารถของพนักงานนั้น ทำได้ด้วยการฝึกอบรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ การฝึกอบรมในงาน (On the Job Training) และการฝึกอบรมนอกงาน (Off the Job Training)

การฝึกอบรมในงานเป็นการฝึกอบรมชี้แนะไปพร้อมๆ กับการทำงานอย่างมีแบบแผน โดยหัวหน้างานจะต้องถ่ายทอดความรู้ เทคนิค ตลอดจนทัศนคติและแนวคิดเกี่ยวกับงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยผ่านการฝึกปฏิบัติจริง ณ สถานที่ทำงาน ส่วนการฝึกอบรมนอกงานเป็นการชี้แนะ ฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้ เทคนิค ทัศนคติเกี่ยวกับงาน โดยจัดนอกสถานที่ทำงาน

โดยที่การฝึกอบรมในงานเป็นการพัฒนาพนักงานที่มีลักษณะเป็นการถ่ายทอดตัวต่อตัว หัวหน้างานจึงสามารถชี้แนะ สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคต่างๆ ให้แก่พนักงานได้อย่างละเอียดโดยตรง หัวหน้างานและพนักงานจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด มีความสนิทสนมและไว้วางใจกัน ทั้งช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานด้วย ในขณะที่การฝึกอบรมนอกงานมักเป็นการฝึกอบรมระยะสั้น ที่เน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาบรรยาย หรือจัดอบรมสัมมนาภายในบริษัท ซึ่งไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดในรูปแบบของงานที่ต้องการได้ สถานประกอบการต่างๆ จึงมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมในงานเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม การมุ่งพัฒนาพนักงานด้วยการฝึกอบรมในงานนั้น หัวหน้างานนอกจากต้องเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนที่ต้องอบรมชี้แนะพนักงาน ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนแล้ว ยังต้องปฏิรูปความคิดของตนให้สามารถทำความเข้าใจพนักงาน ซึ่งอาจแตกต่างกับหัวหน้างานทั้งอายุ การศึกษา และประสบการณ์ให้ได้ ทั้งต้องพยายามสร้างความรู้สึกอยากทำงาน สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานของพนักงานเพิ่มขึ้นด้วย จึงจะทำให้การฝึกอบรมในงานประสบความสำเร็จ

วิธีการของหัวหน้างานในการฝึกอบรม
1. หัวหน้างานควรกำหนดเวลางว่างของตนเอง เพื่อเตรียมงานที่จะมอบหมายให้พนักงานไปปฏิบัติ เช่น อาจมาถึงที่ทำงานก่อนเวลาทำงาน 30 นาที และควรมีเวลาที่แน่นอนสำหรับให้พนักงานเข้าพบเพื่อขอคำปรึกษาด้วย

2. งานที่มอบหมายให้พนักงานทำนั้น หัวหน้างานควรได้รู้และปฏิบัติงานนั้นแล้วทุกขั้นตอน และเมื่อมอบหมายงานให้พนักงาน ควรชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายในการทำงาน วิธีการทำงาน และมาตรฐานของงานอย่างชัดเจน

3. การติดต่อสื่อสารกับพนักงานควรทำด้วยยความจริงใจ รับฟังปัญหาของพนักงานเพื่อการชี้แนะอย่างถูกต้อง อย่าทำตนเป็นคนที่มีงานยุ่งมาก จนพนักงานไม่กล้าเข้าขอคำปรึกษา

4. การมอบหมายงานแก่พนักงานผู้ใด หัวหน้างานควรต้องทราบขีดความสามารถของพนักงานผู้นั้นก่อน และมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถของพนักงาน

5. เมื่อพนักงานเข้ามาขอคำปรึกษา หัวหน้างานควรใช้เป็นโอกาสให้พนักงานทำความเข้าใจกับวัตถุประสงค์ของงาน และคิดตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเอง แทนที่หัวหน้างานจะเป็นผู้ให้คำตอบโดยตรง ซึ่งพนักงานก็ไม่เข้าใจว่าคำตอบนั้นได้มาอย่างไร

6. เป้าหมายในการทำงานนั้น หัวหน้างานต้องเน้นเป้าหมายทั้ง 3 ด้าน ทั้งในด้านคุณภาพ (Quality) กำหนดการส่งมอบ (Delivery) และต้นทุน (Cost) เพื่อให้พนักงานมองปัญหาอย่างรอบด้านด้วย

7. ในระหว่างที่พนักงานปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย หัวหน้างานควรมีส่วนช่วยชี้แนะทีละจุด เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างถูกต้อง และไม่เกิดความเสียหาย หากหัวหน้างานปล่อยให้พนักงานคิดเองทำเองทั้งหมด โอกาสที่จะผิดพลาดย่อมมีมาก

8. หัวหน้างานควรมีตารางควบคุมการทำงานประจำวัน และการตรวจสอบการปฏิบัติงานที่ดี เพื่อจะได้สามารถสนับสนุนแนะนำสอนงานแก่พนักงานได้ในเวลาที่เหมาะสม ในบางกรณี หัวหน้างานควรมีส่วนช่วยพนักงานในการขจัดปัญหาที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานด้วย

9. หัวหน้างานควรทำตนเหมือนหัวหน้าทีมที่ต้องดึงความสามารถของลูกทีมแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ และประสานงานในทีมให้มุ่งสู่ความสำเร็จให้ได้

10. ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่สำคัญ ควรมีการจดบันทึกรวบรวมเป็นเอกสารและมีการปรับปรุงพัฒนาตลอดเวลา เพื่อเป็นเครื่องมือในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ให้เรียนรู้ โดยอย่าให้ความรู้นั้นหายไปกับพนักงานที่ต้องโยกย้ายหรือเปลี่ยนงานไป

การสร้างความรู้สึกให้พนักงานอยากทำงาน
1. หัวหน้างานไม่ควรยึดติดกับประสบการณ์ของตนเพียงอย่างเดียว แต่ควรหมั่นศึกษาเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ และรับฟังความเห็นของพนักงานด้วย

2. ในการประชุมร่วมกับพนักงาน หัวหน้างานควรให้โอกาสทุกคนแสดงความเห็นร่วมกันก่อนหาข้อยุติ โดยไม่ควรถือสิทธิ หรือใช้อำนาจสั่งการแบบเผด็จการ

3. หมั่นส่งเสริมพนักงานให้มีการศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอ อย่าจำกัดความคิดแบบกบในกะลาครอบ

4. หน้าที่ของหัวหน้างาน คือ ให้พนักงานได้ทำงานที่ท้าทายต่อความสามารถ

5. กระตุ้นพนักงานให้ผลิตสินค้าที่เป็นหนึ่งในโลก และเป็นที่นิยมใช้เป็นอันดับหนึ่งของโลกด้วย

6. สร้างโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาตนเองเป็นผู้มีฝีมือในระดับชาติและระดับโลก

7. ส่งเสริมให้พนักงานได้ทำงานในสิ่งที่เขาถนัดที่สุด และมีการพัฒนาขึ้นตลอดเวลา

8. รู้จักข้อเด่นและข้อด้อยของพนักงาน โดยพยายามนำข้อเด่นมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่

9. การประสานงานกับพนักงาน ควรใช้หลักการรายงาน (Report) การติดต่อพูดจา (Communication) และการปรึกษาหารือ (Disscussion) เพื่อมุ่งต่อการร่วมกันตัดสินใจ

10. ฝึกฝนตนเองให้มีแนวคิดในทางบวกและมองโลกในแง่ดี

11. อย่ากีดกันพนักงานด้วยการบอกว่า งานนี้ไม่ใช่เรื่องของคุณ เพราะจะทำให้พนักงานเสียใจ หมดกำลังใจที่จะเรียนรู้

12. ให้พนักงานได้มีโอกาสเสนอผลงานในที่ประชุม เพื่อสร้างความมั่นใจและภาคภูมิใจแก่พนักงาน แต่ก่อนที่จะเสนอผลงานควรได้ฝึกฝนพนักงาน ช่วยชี้แนะการเตรียมการ และรัหว่างการเสนอผลงาน หากมีคำถามที่พนักงานไม่อาจชี้แจงได้ หัวหน้างานควรเข้าช่วยในการตอบคำถาม หรืออธิบายแทน

13. พัฒนาพนักงานในการแก้ปัญหา โดยใช้หลักP D C A (Plan Do Check Action) โดยมีข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงในการแก้ข้อขัดข้อง

14. อย่าแก้ไขปัญหาโดยยึดติดกับสถานภาพของตน แต่ให้มองประโยชน์ขององค์กรเป็นหลัก

15. จัดให้มีช่วงหยุดพักงาน และมีกิจกรรมพักผ่อนคลายความเครียดร่วมกันบ้าง เพื่อการเริ่มต้นงานใหม่ที่กระปรี้กระเปร่า

การเพิ่มขีดความสามารถของหัวหน้างานด้วยตนเอง

1. มีความสนใจต่อธรรมชาติและสิ่งรอบตัว ฝึกฝนตนให้มีความรู้กว้างขวางอยู่เสมอ

2. ทำตนให้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อจะได้ขยายความรู้ออกไปด้านอื่น

3. ใฝ่ใจค้นคว้าหาความรู้จากข้อมูลข่าวสารต่างๆ และรู้จักการนำมาประยุกต์ใช้ในงาน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

4. การแก้ไขปัญหาใดๆ อย่าถือความเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป อย่ามุ่งหวังผลในทางดีเกินไป และอย่าเชื่อข้อมูลที่ขาดความสมบูรณ์ รวมทั้งอย่าแก้ปัญหาโดยอยู่แต่เฉพาะที่โต๊ะทำงานเท่านั้น แต่ควรมีโอกาสได้ไปในสถานที่จริง ดูปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและเก็ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงเพื่อแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

5. ฝึกฝนการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทำงานที่ท้าทายความสำเร็จอยู่เสมอ โดยอย่ามุ่งแต่เพียงเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น

6. เมื่อมีความคิดใหม่ๆ ควรพัฒนาความคิดนั้นให้เป็นรูปร่างที่จับต้องได้

7. การวางแผนงานต้องทำอย่างเป็นระบบ และการปฏิบัติตามแผนต้องได้ผลเป็นจริงอย่างชัดเจน

8. งานที่สามารถทำพรุ่งนี้ได้ ไม่ควรนำมาทำในวันนี้ โดยมีการกำหนดเวลาทำงานที่เหมาะสมและมีความยืดหยุ่น ทั้งรู้จักกำหนดงานที่ต้องทำในวันต่อไปไว้เสมอ

9. เมื่อมีปัญหาต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาชั้นสูงโดยเร็ว รวมทั้งรายงานการแก้ปัญหาให้ทราบด้วย โดยต้องสอนให้พนักงานถือปฏิบัติตามหลักการนี้อย่างเคร่งครัด อย่าปล่อยให้มีการปิดบังปัญหาเด็ดขาด

10. ทำตนให้เป็นผู้มี "เสาอากาศ" เพื่อการรับข้อมูลข่าวสารทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรอยู่เสมอ ทั้งต้องรู้จักติดต่อกับคนที่สำคัญในแต่ละสายงาน เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยและมีคุณภาพ 
โดย วิชัย โถสุวรรณจินดา - วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 09:35:13 AM »

อบรมพนักงานใหม่อย่างไร..ให้มีคุณภาพ


--------------------------------------------------------------------------------


ทุกครั้งที่มีการจ้างพนักงานใหม่ ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะเลือกปฐมนิเทศพนักงานใหม่ด้วยวิธีการใดจาก 4 วิธีด้วยกัน ซึ่งการตัดสินใจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของพนักงานใหม่ที่แตกต่างกันไป



ทหารเรือทุกนายจะต้องผ่านการเข้าค่ายฝึกอบรมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้ที่พร้อมจะอุทิศตัวเองเพื่อกองทัพเพียงไร ขณะเดียวกัน ครูผู้ฝึกก็ จะสั่งสอนอบรมทหารใหม่เหล่านั้นให้ซึมซับความเป็นทหารเรือ ขณะที่สตาร์บัคส์ จะจับพนักงานใหม่เข้าอบรมในลักษณะเดียวกับทหารเรือ เพียงแต่เข้มข้นน้อยกว่า
สตาร์บัคส์ ใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมง เพื่อสอนให้ทุกคนเข้าใจถึงปรัชญาการทำงานของตัวเองให้เข้าใจในศัพท์แสงหรือคำเฉพาะที่ใช้ พูดจากันภายในบริษัท รวมทั้งพูดถึงสิ่งที่กำลังอยู่ในความนิยม และไม่เป็น ที่ชื่นชอบของธุรกิจร้านกาแฟ
ทั้งกองทัพเรือและสตาร์บัคส์ใช้กลยุทธ์เดียวกัน นั่นคือ การปฐมนิเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อต้อน รับพนักงานใหม่ เพื่อช่วยพนักงานใหม่ให้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะถึงจะมีการสรรหาและคัดเลือกพนักงานใหม่อย่างดีเพียงไร พนักงานใหม่ก็ไม่มีทางซึมซาบวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างสมบูรณ์แบบ การปฐมนิเทศ จะช่วยลบล้างความเป็นคนนอกให้กลายมาเป็นคนใน และปรับพฤติกรรมของพนักงานใหม่ ให้เป็นไปในแนวทางที่ฝ่ายบริหารต้องการ

ทุกครั้งที่มีการจ้างพนักงานใหม่ ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะเลือกปฐมนิเทศพนักงานใหม่ด้วยวิธีการใดจาก 4 วิธีด้วยกัน ซึ่งการตัดสินใจเลือก วิธีใดวิธีหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของพนักงานใหม่ที่แตกต่างกันไป
วิธีที่ 1 จะปฐมนิเทศพนักงานใหม่อย่างเป็น ทางการหรือไม่เป็นทางการ ยิ่งพนักงานใหม่ถูกแยกออกห่างจากงานขององค์กรมากเพียงใด และมีการแบ่งแยกบทบาทของผู้มาใหม่อย่างชัดเจนมากแค่ ไหน การปฐมนิเทศก็จะยิ่งดูเป็นทางการมากขึ้นเท่านั้น เช่น การปฐมนิเทศของกองทัพเรือ และสตาร์บัคส์
ขณะที่การปฐมนิเทศอย่างไม่เป็นทางการก็คือการให้พนักงานใหม่เริ่มงานทันทีโดยไม่มีการให้ความ สนใจเป็นพิเศษ หรือให้ความสำคัญเพียงเล็กน้อย
วิธีที่ 2 จะจัดการปฐมนิเทศแบบรวมกลุ่ม หรือแยกเป็นเอกเทศ พนักงานส่วนใหญ่มักได้รับการปฐมนิเทศอย่างเป็นเอกเทศ แต่ก็อาจรวมกลุ่มเพื่อให้มีประสบการณ์ร่วมกัน เหมือนการฝึกอบรมทางทหาร
วิธีที่ 3 การปฐมนิเทศจะเป็นไปอย่างมีระบบหรือไม่มีระบบ การปฐมนิเทศ แบบเป็นระบบจะใช้ผู้ที่มีความเหมาะสมในการเป็นต้นแบบมาเป็นผู้ฝึกอบรมและให้กำลังใจ พนักงานใหม่ อาจใช้วิธีฝึกสอน การทำงาน หรือจัดพี่เลี้ยงคอยดูแล ส่วนการปฐมนิเทศอย่างไม่มีระบบนั้นจะไม่มีผู้ที่เป็นต้นแบบ พนักงานใหม่ต้องพึ่งพาตนเองทุกอย่าง
วิธีที่ 4 การปฐมนิเทศจะเป็นแบบยอมรับความแตกต่าง หรือกำจัดความแตกต่าง การปฐมนิเทศแบบยอมรับความแตกต่าง จะถือว่าคุณภาพและคุณสมบัติของผู้มาใหม่ คือ องค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จในการทำงาน ดังนั้นจึงให้การสนับสนุนและส่งเสริมสิ่งเหล่านั้น

สรุปง่ายๆ ก็คือ หากฝ่ายบริหารใช้วิธีการปฐมนิเทศที่เป็นทางการ แบบรวมกลุ่มเป็นระบบ และเน้นการกำจัดความแตกต่างมากเท่าไหร่ ความแตกต่างและมุมมองของพนักงานผู้มาใหม่ก็จะถูกลดทอนลงแล้ว แทนที่ด้วยพฤติกรรมที่เป็นมาตรฐานมากขึ้นเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม หากใช้วิธีการปฐมนิเทศที่ไม่เป็นทางการเป็นเอกเทศ ไม่เป็นระบบ และยอมรับความแตกต่าง ก็จะยิ่งสร้างความเป็นปัจเจกให้พนักงานมากขึ้น ดังนั้น ผู้บริหารจึงสามารถเลือกได้ตามใจชอบว่าอยากใช้การปฐมนิเทศเพื่อสร้างสรรค์พนักงานที่ว่าง่ายทำตามประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติ หรือเพื่อสร้างปัจเจกบุคคลที่สุดโต่ง กล้าคิดค้น สร้างสรรค์ และไม่เห็นธรรมเนียมปฏิบัติขององค์กรว่า ศักดิ์สิทธิ์
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 09:38:18 AM »

ฝึกอบรมพนักงานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การฝึกอบรมพนักงานใหม่มักจะเป็นงาน daunting, เป็นส่วนใหญ่ บริษัท เฉพาะวิธีการเดียวที่ บริษัท ของพวกเขาบางครั้งจะมีเฉพาะสำหรับแต่ละแผนก ในขณะที่มีการฝึกอบรมจำนวนมากเปิดตัวเลือกให้กับ บริษัท ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดในการฝึกอบรมพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพของคุณคือการทำเช่นนั้นโดยใช้โปรเจ็กเตอร์สำนักงานเพื่อประกอบการด้านการฝึกอบรมของคุณในแต่ละ โปรเจ็กเตอร์สำนักงานได้อย่างง่ายดายตะขอถึงการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์และฉายลงบนผนัง, แผ่นขาวหรือหน้าจอที่ซื้อมาเป็นพิเศษ
สำนักงานโปรเจ็กเตอร์มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อ บริษัท ของคุณมีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ของตนเองหรือของฐานข้อมูล ในขณะที่คู่มือการฝึกอบรมเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์และไม่มีอะไรที่ชอบความสามารถในการดึงระบบบนเครื่องฉายภาพสำนักงานที่จะใช้พนักงานใหม่ผ่านขั้นตอนของการใช้ระบบที่แต่ละ นี้มีผลบังคับโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะแสดงผู้รับการฝึกแป้นพิมพ์ลัดใด ๆ ที่พวกเขาอาจพบว่ามีประโยชน์หรือเพื่อให้เขารู้วิธีการใช้ประโยชน์จากการค้นหาในระบบ พวกเขาสามารถทำบันทึกของทางลัดเหล่านี้หรือเคล็ดลับในคู่มือการใช้กระดาษที่คุณได้ให้แก่พวกเขา
แม้หลังจากโปรเจ็กเตอร์สำนักงานมาใช้ในการแสดงผู้รับการฝึกวิธีการใช้งานระบบในบ้านก็ยังสามารถใช้ในการแสดงวิธีการที่ดีที่สุดใช้ระบบอีเมลหรือวิธีการตั้งค่าโฟลเดอร์ที่แตกต่างกันในระบบอีเมลที่จะติดตามโครงการ อีกวิธีที่มีประโยชน์ของการใช้โปรเจ็กเตอร์สำนักงานคือการแสดงวิดีโอการฝึกอบรมจาก YouTube หรือระบบภายใน ตราบใดที่โปรเจ็กเตอร์สำนักงานอยู่ที่ 780p อย่างน้อยคุณภาพของภาพจะถูกปรับเพื่อการนี้
มีใช้หลายตัวให้กับโปรเจ็กเตอร์สำนักงานที่สำนักงานทุกคนควรมีพวกเขา เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา, โปรเจ็คเตอร์เหล่านี้มีลงมาไม่น้อยในด้านราคาและต้นทุนความชอบธรรมได้อย่างง่ายดายด้วยความสามารถในการฝึกอบรมพนักงานใหม่อย่างถูกต้องรวมทั้ง retrainings เสนอให้พนักงานปัจจุบัน
ส่วนที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการใช้วิธีการฝึกอบรมนี้ก็คือเป็นการทำให้การฝึกอบรมของคุณโต้ตอบมากยิ่งขึ้นและดึงดูดพนักงานของคุณนี้จะช่วยให้พวกเขาได้รับความรู้สึกที่ดีกว่าสำหรับการปฏิบัติของคุณและข้อมูลส่วนใหญ่จะติดกับพวกเขาหลังจากที่ผ่านการฝึกอบรมเชิงโต้ตอบเช่น นี้
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 09:45:17 AM »

ลองเข้าไปโหลดอ่านดูนะครับ
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 09:51:57 AM »

เชิญอ่านตามสบาย
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 10:04:32 AM »

การฝึกอบรมด้านเทคนิค OJT






เทคนิคฝึกอบรมพนักงานด้วย OJT



เทคนิคการฝึกอบรมด้วย OJT (On the Job Training) เป็นการฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง โดยมีหัวหน้างาน หรือ พนักงานผู้เชี่ยวชาญมาให้คำชี้แนะและสอนงาน การฝึกอบรมลักษณะนี้ได้รับการยอมรับว่าจะเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้สูงขึ้น เพราะพนักงานมีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น จากผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง พนักงานที่ผ่านหลักสูตรนี้จะทราบถึงหน้าที่ และเข้าใจในงานที่ตนเองได้รับมอบหมาย การฝึกอบรมในลักษณะนี้เหมาะมากกับงานด้านการผลิต แต่ OJT ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ

5 ขั้นตอนก่อนสู่เป้าหมาย

1.  ตรวจสอบ และเตรียมการ ขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของผู้ให้การฝึกอบรม
เช่น หัวหน้างาน หรือผู้เชี่ยวชาญ นั่นคือ


  ตรวจสอบ เพื่อดูว่าผู้เข้าอบรมเป็นใคร รับผิดชอบในส่วนงานไหน พื้นความรู้เป็นอย่างไร ผู้ที่จะเข้ารับการอบรมมีข้อบกพร่อง หรือยังขาดความรู้ความเข้าใจตรงส่วนใด

   เตรียมการสอน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ วัตถุดิบให้สอดคล้อง และครบตามจำนวนผู้เข้ารับการอบรม

   จัดสถานที่ให้เพียงพอต่อผู้เข้ารับการอบรม เพื่อให้การอบรมได้มาตรฐานเดียวกัน

   ถ้าต้องการเน้นให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลทุกคนแล้ว ผู้อบรมควรพิจารณาว่า จะสอนเน้นเรื่องไหน และเตรียมการตรงส่วนนั้น

2.   การเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้ารับการอบรม


  ถ้าเป็นพนักงานที่รับเข้ามาใหม่ ผู้อบรมควรแจ้งรายละเอียดให้พนักงานทราบล่วงหน้าก่อนมีการฝึกอบรม เพื่อให้พนักงานได้ศึกษาและหาปัญหาในส่วนที่เขายังไม่เข้าใจ

   ถ้าเป็นพนักงานเก่า ผู้อบรมต้องแจ้งรายละเอียดเช่นกัน เพื่อให้พนักงานทราบและได้ปรับตัวให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับการอบรม

  กระตุ้นให้พนักงานที่จะเข้ารับการอบรมเกิดความสนใจและอยากเรียนรู้งาน เช่น ถ้าพนักงานทำยอดการผลิต หรือยอดขายได้เพิ่มขึ้น จากเป้าที่กำหนด และงานมีประสิทธิภาพ องค์กรจะมีเงินรางวัลให้ เป็นต้น

3.   การสอนงานในสิ่งที่พนักงานจะต้องนำไปปฏิบัติ ทั้งความรู้ที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนต่าง ๆ


  ผู้สอนจะต้องอธิบายเป็นลำดับขั้นว่า อะไรต้องทำก่อนหรือหลัง ถ้าพนักงานทำผิดขั้นตอน จะเกิดผลเช่นไร และจะมีแนวทางอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานทำผิดขั้นตอน

  ชี้ให้เห็นถึงปัญหา ข้อบกพร่องในส่วนต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้พนักงานได้ระมัดระวัง และร่วมหาวิธีปฏิบัติ รวมถึงแนวทางการแก้ไข

 ต้องสอนงานให้ครบถ้วน ชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

   เมื่อจบการสอนในแต่ละจุด ผู้สอนต้องทดสอบความเข้าใจของผู้เข้ารับการอบรม ถ้าผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจตรงกันหมดทุกคนแล้ว ผู้สอนจึงค่อยผ่านไปยังจุดต่อไป

   มีการตั้งคำถาม และรับคำถามจากผู้เข้ารับการอบรม

   สอนเทคนิคต่างๆ ให้พนักงานทุกคนทราบโดยเท่าเทียม และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

4.   ลงมือปฏิบัติ


เป็นขั้นตอนให้ผู้เข้าอบรมทดลองทำเอง เพื่อทดสอบว่า แต่ละคนมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด ผู้สอนต้องคอยตั้งคำถามตลอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพราะบางงานจะมีขั้นตอนมาก ผู้สอนควรคอยกระตุ้นด้วยการถามว่า ต้องทำอะไรก่อน ทำทำไม ทำอย่างไร ทำเมื่อไร และที่ไหน ผู้สอนต้องดูด้วยว่า พนักงานทำถูกต้องหรือไม่ระหว่างให้ทดลองทำ ถ้าพนักงานทำผิดให้แก้ไข และทำใหม่จนกว่าจะผ่าน

การลงมือปฏิบัติควรจะใช้สถานที่ทำงานจริง หรือห้องฝึกปฏิบัติจำลองที่ใกล้เคียงของจริงมากที่สุด วิธีนี้เมื่อพนักงานไปทำงานจริงจะเกิดความเคยชิน และทำงานได้

5.   การติดตามประเมินผล


หลังจากจบการฝึกอบรมแล้ว หัวหน้างานควรมอบหมายให้พนักงานปฏิบัติงานเอง แต่ในระยะเวลาแรก หัวหน้างานจะต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด คอยให้คำปรึกษาแนะนำในจุดต่างๆ ที่พนักงานยังติดขัด หรือยังทำไม่ได้ จนเมื่อหัวหน้างานแน่ใจว่า พนักงานทำงานได้ดีพอ หัวหน้างานจึงควบคุมตามปกติ

ข้อเสนอแนะสำหรับการทำ OJT


   การทดลองปฏิบัติในสถานที่ทำงาน อาจทำให้เกิดความล่าช้า เนื่องจากการทดลองไปขัดขวางการทำงานจริง ดังนั้น ผู้อบรมควรหาทางแก้ไข โดยอาจจะจัดทำห้องปฏิบัติจำลองขึ้น ให้มีสภาพใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด

   การอบรม OJT ควรจะค่อยเป็นค่อยไป ผู้อบรมไม่ควรรีบร้อน มุ่งหวังแต่ผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ผู้อบรมควรให้พนักงานเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆอย่างแท้จริง

   การฝึกอบรมต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง และเพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ รวมทั้งเทคนิคต่างๆ

   ต้องสอนงานพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และจนกว่าพนักงานจะสามารถนำไปใช้งานได้จริง

   การสอนไม่ได้สิ้นสุดหลังการอบรม แต่ผู้เป็นหัวหน้างานจะต้องให้คำชี้แนะสอนงานอยู่เสมอ เพื่อหาจุดอ่อน จุดแข็ง ปัญหาและอุปสรรคของการทำงาน แล้วนำมาแก้ไขร่วมกัน

แหล่งข้อมูล
เอก. "วิธีการฝึกอบรม." http://www.siamhr.com:8080/siamhr/index.jsp .

komatsu Career Creation Ltd. คู่มือการฝึกอบรมด้วยเทคนิค OJT. เล่ม 1.
พิมพ์ครั้งที่ 2 . แปลโดย ชลลดา หลวงพิทักษ์. กรุงเทพฯ:ส.เอเซียเพรส, 2542.

komatsu Career Creation Ltd. คู่มือการฝึกอบรมด้วยเทคนิค OJT. เล่ม 2.
พิมพ์ครั้งที่ 2 .แปลโดย ไพโรจน์ หลวงพิทักษ์. กรุงเทพฯ:ส.เอเซียเพรส, 2543.

คำไข เคล็ดลับ-วิธี การบริหารบุคลากร ฝึกอบรมพนักงานด้วยเทคนิค OJT

ฝึกอบรมพนักงานด้วยเทคนิค OJT เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน การฝึกอบรมด้วยเทคนิค OJT จะทำให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในงานที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ OJT ยังเป็นวิธีที่จะทำให้ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชามีความเข้าใจและแก้ไขปัญหาร่วมกันอีกด้วย

บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 10:09:20 AM »

การอบรมคนงานจัดเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของหัวหน้าควบคุมงานมีความสำคัญเท่ากับการวาง ผัง โรงงาน เลยที่เดียว เพราะถ้าหากคนงาน ไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับ การป้องกันภัยส่วนบุคคลแล้วอาจได้รับ อันตราย จากการทำงานได้

มีสถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย 100 คน  เกิดจากสาเหตุดังนี้

1.         จากความประมาทเลินเล่อ 37 คน

2.        ขาดความชำนาญในการทำงาน 34 คน

3.        จากความผิดปรกติของเครื่องจักรเอง 21 คน

4.        จากร่างกายอ่อนเพลียมาก 3 คน

5.        จากความเร่งรีบในการทำงาน 3 คน

6.        จากแสงสว่างไม่เพียงพอ 1 คน

7.        จากการแต่งกายไม่ถูกต้อง 1 คน

จากข้อมูลนี้ได้วิเคราะห์และสรุปว่า

·         ผู้ชายมีความประมาทมากกว่าผู้หญิง

·         ผู้ประมาทเลินเล่อส่วนใหญ่จบเพียงประถมปีที่ 4

·         ผู้ประมาทส่วนใหญ่มาจากโรงงานขนาดเล็ก เพราะโรงงานขนาดเล็กไม่มีระบบป้องกันอุบัติเหตุที่ดีพอ

·         คนงานในอุตสาหกรรมขนาดเล็กประสพอันตรายมากที่สุด จากการขาด การฝึกอบรมคนงาน

·         คนงานที่ทำงานมานานก็เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องจักบกพร่องได้

·         ในจำนวน 100 คน พบว่า 22 คนเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี อีก 78 คน เกิดจากตัวคนงานเอง และสาเหตุส่วนใหญ่ 41 คนเกิดจากการขาดการฝึกอบรมให้ความ รู้เกี่ยวกับเครื่องจักร และการ ป้องกันอุบัติเหตุ

เป้าหมายของการฝึกอบรมคนงาน

" สอนให้รู้จักวิธีการทำงาน และ สอนให้คนงานรู้จักทำงานอย่างปลอดภัย ต้องฝึกให้คนงาน เรียนรู้ อันตราย ที่อาจ จะ เกิด รู้จักหลีกเลี่ยงเพื่อให้รู้ว่าอะไรควรทำด้วยตัวเอง ไม่ควรทำด้วยตัวเอง ต้องมุ่งเน้นให้คนงาน เกิดความ คิดอ่าน และสามัญสำนึกในการรู้จักระวังภัย หรือไม่ทำการใด ๆ เพื่อเลี่ยงอันตรายด้วยตนเอง "

ประเภทของการฝึกอบรมคนงาน  สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการสอน คือ

1.        ให้การศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัย มีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับชีวิตการทำงาน และความปลอดภัย ทั่วไปในโรงงาน ข้อพึงระวัง สิ่งที่ควรปฏิบัติ และไม่ ควรปฏิบัติ และรับทราบกฎโรงงาน

2.      ให้การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยเพื่อฝึกหัดให้คนงานรู้จักวิธีการทำงานที่ถูกต้องมีความปลอดภัยรู้จัก หลีกเลี่ยง จุดอันตรายในการทำงาน
หรืออาจแบ่งตามลักษณะของหลักสูตร ได้ดังนี้

การฝึกอบรมหลักสูตรปกติ  สำหรับ

o        คนงานที่เข้าทำงานใหม่

o        คนงานหรือพนักงานในแผนกต่าง ๆของโรงงาน

o        คนที่ต้องรักษาดูแลความสะอาดเครื่องจักบริเวณโรงงาน

 

การฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษ สำหรับ

o        คนงานเก่าที่ย้ายแผนกใหม่

o        มีการเปลี่ยนแปลงระบบหรือวิธีการผลิตใหม่

o        มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องจักรใหม่

 

โอกาสที่ต้องมีการฝึกอบรม

1.        เมื่อรับคนงานเข้ามาใหม่

2.        เมื่อคนงานเก่าย้ายงานใหม่

3.        เมื่อซื้อเครื่องจักรใหม่

4.        อบรมรายปีเพื่อทบทวน

5.        อบรมเพื่อเพิ่มสถานภาพสู่ระดับหัวหน้างาน

ขั้นตอนการฝึกอบรม   
                 วิเคราะห์คนงานที่จะรับการอบรม เพื่อทราบ ประวัติการศึกษา และการทำงาน ระดับความสามารถ ใน การ เรียนรู้ ความสามารถพิเศษ ความบกพร่องหรือปมด้อยเฉพาะตัว เตรียมหลักสูตรเพื่อจัดเนื้อหา การสอนให้เหมาะสม กับ คน งาน และกำหนดเวลา เตรียมอุปกรณ์การสอนตามความเหมาะสม เตรียมบุคลากร และรายละเอียดปลีกย่อย ประกอบ การฝึกอบรม จัดเตรียมวิธีการ และข้อทดสอบประเมินผลการอบรม

 

หัวข้อการฝึกอบรม

1. การแนะนำเกี่ยวกับการทำงานและความปลอดภัย
2. สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและที่เป็นอันตราย ในการทำงานประกอบด้วย

2.1 สภาพผังโรงงานที่เหมาะสม
2.2 แสงสว่าง
2.3 เสียงและอันตรายจากเสียง
2.4 อุณหภูมิความร้อนและความเย็น
2.5 อากาศและการระบายอากาศที่เหมาะสม

3.การป้องกันอันตรายส่วนบุคคล

3.1 การเตรียมร่างกายที่ถูกต้อง เช่น ทรงผม เล็บมือ การสวมสร้อย แหวนถุงมือ
3.2 การแต่งกายและชุดทำงานที่ปลอดภัย
3.3 การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตราย

4. การป้องกันอันตรายเฉพาะด้าน อันตรายจากสภาพต่าง ๆ

4.1 อันตรายจากสารเคมี
4.2 อันตรายจากไฟฟ้า
4.3 อันตรายจากภาชนะมีความดันสูง
4.4 อันตรายจากงานเชื่อม
4.5 อันตรายจากเชื้อเพลิงและวัตถุระเบิด
4.6 อื่น ๆ

5. การป้องกันและการดับเพลิง

5.1 ปัจจัยของการเกิดเพลิงไหม้
5.2 ประเภทของเชื้อเพลิง ไหม้
5.3 ชนิดของสารดับเพลิง
5.4 รู้จักวิธีใช้อุปกรณ์ดับเพลิง
5.5 รู้จักวิธีหนีจากอันตราย

6. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

6.1ไฟลวก
6.2 มีบาดแผล โลหิตไหลออกมา
6.3 กระดูกหัก
6.4 สลบ หมดสติ
6.5 กรด หรือ ด่างถูกผิวหนัง

วิธีการฝึกอบรม     
             การฝึกอบรมที่ดีควรจะมีการเตรียมหลักสูตรการฝึกอบรม และอุปกรณ์การฝึกอบรมที่สมบูรณ์ และมี ประสิทธิภาพ วิธีการฝึกอบรมอาจทำได้ในลักษณะดังนี้

1. เข้าห้องอบรม มีผู้บรรยาย พร้อมด้วยอุปกรณ์ การฝึกอบรม เช่น ไสลด์ หุ่นจำลอง ภาพวาด เป็นการ อบรมขั้นพื้นฐาน
2. เข้าห้องทดลอง มีอุปกรณ์การสอนต่าง ๆ มีชิ้นงานจริงจัดไว้ให้ทดลองและปฏิบัติในหัวข้อที่ทำได้
3. ออกฝึกในสนาม ส่งคนงานไปยังจุดทำงาน โดยมีพี่เลี้ยง หรือ ผู้ดูแลควบคุมไกล้ชิด
4. การอบรมแบบสมนา เข้าห้องสมนาโดยยกเอาประเด็นต่าง ๆ ในลักษณะกรณีการวิเคราะห์ โดยมีภาพยนต์ไสลด์ หรือวัสดุอื่นใด ที่เหมาะสมกับการฝึกหัวหน้าคนงานที่ได้ทำงานมาแล้ว

ข้อควรคำนึงถึงสำหรับการฝึกอบรมเพื่อความปลอดภัย
1. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการฝึกอบรมสอนงาน

1. ผู้ควบคุมงานควรหลีกเลี่ยง การตั้งสมมติฐาน ( คิดเอง ) ดังนี้
2.  คนงานเข้าใจโดยละเอียดในสิ่งที่เขาอธิบายแล้ว
3.  คนงานตั้งใจฟังการอธิบายโดยตลอด
4.  คนงานสามารถเรียนรู้ และ จดจำตลอดไปได้
5. เขา ( ผู้สอน ) ได้อธิบายครอบคลุมทุกเรื่องแล้ว

2. การจัดการฝึกอบรม การจัดการฝึกอบรม ควรมีลักษณะสำคัญดังนี้

1. เตรียมข้อมูล หรือสิ่งจำเป็น ไว้ให้ครบถ้วน ควรเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อการตรวจสอบได้ว่า ถ่ายทอดได้สมบูรณ์
2. ต้องตั้งวัตถุประสงค์ ของการฝึกอบรมให้ชัดเจน
3. ต้องคำนึงถึงพื้นฐานความรู้ของคนงาน
4. จะต้องใช้ภาษา และถ้อยคำ ที่เหมาะสมกับคนงาน
5. เตรียมการอธิบายเป็นขั้นตอนลำดับมีการสาธิตและยกตัวอย่างประกอบ
6. ต้องสอบถามความเข้าใจเป็นช่วง ๆ ตลอดเวลาการฝึกอบรม
7. จัดเตรียมแบบฝึกหัดเพื่อความเข้าใจของคนงาน
8. ต้องเปิดโอกาสให้คนงานได้ชักถาม และเสนอความคิดเห็น

อุปกรณ์การสอนในการฝึกอบรม

สามารถจำแนกได้ดังนี้

1. ภาพยนตร์ เหมาะกับการอบรมพร้อมกันหลาย ๆคนให้มีความรู้พื้นฐานและเพิ่มพูนประสบ การณ์แก่คน งาน ได้ดี ช่วยให้คนงนจดจำรายละเอียดได้มากเท่าที่ควร
2. สไลด์ หรือ ภาพนิ่งต่าง ๆ เหมาะกับการสาธิตประกอบคำบรรยาย ในคนงานขนาดย่อมลงมาก กว่าภาพยนตร์ ให้รายละเอียดได้มากกว่า แต่การเสนอเนื้อหาเป็นไปได้ช้า และอาจไม่ค่อยจูงใจ เท่าที่ควร
3. เทปโทรทัศน์ เป็นเทป บันทึกภาพ วิ่งในปัจจุบันนิยมใช้ฉายประกอบคำบรรยาย มีข้อดีสามารถ หยุดภาพไว้ได้
4. แผ่นภาพ เป็นภาพประกอบ ที่เหมาะสม กับการบรรยาย แก่คนกลุ่มย่อย ให้รายละเอียด ได้ดีพอสมควร
5. หุ่นจำลอง ทำขึ้นเลียนแบบของจริง มีขนาดเท่าของจริง จุดประสงค์ใช้ในการแสดงรูปร่าง การสาธิต มีความกระจ่างชัดในการบรรยายกว่าของจริง
6. ชิ้นงานจริง เป็นชิ้นส่วนที่ถอดออกมาจริง ๆ ใช้งานได้จริง ใช้กับคนงานที่ผ่านการฝึกอบรม มามากพอสมควร

 
 

บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 10:45:22 AM »

เรื่อง หลายเรื่องที่จำเป็นต้องเตรียมสำหรับน้องใหม่ในการทำงาน
  เขียนโดย ชัชวาลย์
  ดูบทความทั้งหมดที่เขียนโดย ชัชวาลย์ Rated:  
by 0 users
  
คุณคิดย่างไรกับเรื่องนี้?
 5 Stars 4 Stars 3 Stars 2 Stars 1 Star
 
  
 
 

 
      ผมเองได้รับเมล์สอบถามจากน้อง ๆ ที่จบใหม่หลายราย หลังจากที่ได้สรุปเรื่องนำเสนอท่านผู้อ่านในประเด็นทักษะ 9 อย่างที่นายจ้างในองค์การสมัยใหม่ต้องการจากคนทำงาน และอีกเรื่องก็คือ 6 Skills ของคนทำงานในอนาคตเพื่อเป็น Knowledge Worker รวมถึงทักษะหลายเรื่องที่ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการไปเริ่มงานใหม่ โดยเฉพาะเมื่อคนทำงาน เป็นคนทำงานใหม่ ๆ สำหรับชีวิตการทำงานจริง ๆ  ซึ่งก็คือ น้อง ๆ ที่เพิ่งเรียนจบมาทำงาน และก็ขอรวมไปถึงน้อง ๆ ที่ยังมีประสบการณ์การทำงานไม่มากนัก อาจจะปีหรือสองปี

      ว่าไปแล้ว  บทความสั้น ๆ ที่เขียนเรื่องพวกนี้ก็มากมี  ส่วนใหญ่แล้ว เหล่านักวิชาชีพบริหารงานบุคคลได้เสนอความรู้ไว้ที่เป็นประโยชน์มหาศาล  โดยที่น้อง ๆ ที่ใฝ่ใจสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้  และแน่นอน บางมุมมองของการนำเสนอก็อาจจะไม่ได้แตกต่างกันมากในแง่ของเนื้อหาสาระที่ต้องการสื่อ เพียงแต่ วิธีการคิดอาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามประสบการณ์ของแต่ละคน

      ผมอยากจะบอกและขอตอบคำถามสำหรับน้อง ๆ ที่เมล์ถามมาว่า พอเริ่มต้นเข้าไปทำงานในหน่วยงานใหม่แล้ว จะทำอย่างไร ออ...ผมขอตอบแบบว่า จากประสบการณ์ที่เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ไม่ได้อิงวิชาการอะไรกันมากให้เมื่อยเพราะต้องปีนบันไดอ่านอะไรทำนองนั้น  

1) สร้างทัศนคติที่เหมาะสมเสียก่อน ในเริ่มจากปรับมุมมองความคิดของตัวเองว่า นี่คือชีวิตของการทำงาน ซึ่งมันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากชีวิตการเรียนเท่าใดหนอกครับ เพียงแต่มันมีความรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ที่พ่วงติดมากับงานเพิ่มมา  ทัศนคติที่ว่านี้คือ สร้างการยอมรับโลกของความเป็นจริงในการทำงานครับ ยอมรับว่ามันไม่ใช่ชีวิตของการเรียนที่เราเพิ่งจบมา หรือจบมาไม่นาน

ชีวิตของการทำงานนั้น มันเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ  ไปทำงานมั่งไม่ไปมั่งคงไม่ได้นะครับ เพราะกติกาของการทำงานคือเราทำงานแลกกับค่าตอบแทนที่บริษัทหรือหน่วยงานเขาให้กับเรา ชีวิตเรามักเจออะไรไม่คาดคิดเสมอ ซึ่งทำให้เราต้องเป็นคนหัวไว คิดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที ทำให้งานไม่ต้องสะดุดติดขัดในจุดเล็กๆ น้อยๆ

2) ดูสิว่า ทักษะอะไรที่คนทำงานเขามีกัน  ซึ่งผมได้ว่าไปแล้วหลายเรื่องเช่นที่ยกตัวอย่างได้แก่ ทักษะ 9 อย่างที่นายจ้างในองค์การสมัยใหม่ต้องการจากคนทำงาน และอีกเรื่องก็คือ 6 Skills ของคนทำงานในอนาคตเพื่อเป็น Knowledge Worker เป็นต้น  ความรู้เหล่านี้  จำเป็นที่น้อง ๆ จะต้องดูไว้ ดูว่าคนทำงานจริงเขาต้องฝึกทักษะอะไรกันบ้าง  เพื่อที่จะได้เตรียมตัวเองไว้ทั้งก่อนเริ่มงาน และรู้ว่า เมื่อทำงานไปแล้ว ตัวเองยังขาดทักษะใด ที่จะต้องหมั่นไปอ่าน ไปฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะหากคุณต้องการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว มันมีอะไรมากกว่านี้แน่นอน เช่น 26 F ของการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล โอย คิดดูสิครับ แค่จะทำงานให้เป็นอย่างว่า ต้องทำอะไรเป็นต้อง 26 เรื่องแน่ะ แต่ความเป็นจริง ไอ้เจ้าสิ่งนี้เองล่ะครับ ที่นายจ้างเค้าอยากได้ และหากคุณมี มันก็คือสิ่งที่เพิ่มค่าตัวหรือมูลค่าให้กับคุณเอง  คราวนี้ จะปล่อยตัวไปเรื่อย ๆ ทำงานไปวัน ๆ หรือเปล่า เราต้องคิดเอาเองแล้วครับ  

3) ชีวิตต้องรู้จักยืดหยุ่น  เน้นครับว่าต้องยืดหยุ่น เพราะการทำงานไม่ใช่สมการทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ทำงานส่งหัวหน้าแล้วจะได้เกรดเหมือที่ทำส่งอาจารย์เลยเสียเมื่อไหร่ล่ะ ทำงานกันทั้งปีหรืออย่างน้อยก็ 6 เดือน ถึงจะมีการประเมินความดีความชอบ และความไม่ชอบของหัวหน้างานที่มีกับผลงานของเรากัน และพอหัวหน้างานประเมินผลการทำงานแล้วให้ feedback กับเรานี่ บางทีก็ว่ากันแบบน้ำตาตกเหมือนกัน ไม่ใช่เบาเลย... ความยืดหยุ่นที่ว่าก็คือ อย่าตึงกับความคิดของตัวเองมากเกินไป ต้องรู้จักปรับอารมณ์ความรู้สึกตามสถานการณ์ให้ได้ โดยเฉพาะในแง่มุมของการทำงานที่จะต้องมีทักษะของการทำงานที่หลากหลายมากกว่า 1 เรื่องก็สำคัญ และมันเรียกร้องหาความยืดหยุ่นของคุณที่จะต้องทำงานให้ได้หลายอย่าง  อย่าคิดแต่ว่า จ้างฉันมาทำงานตำแหน่งเท่านี้ จะมาคาดหวังอะไรจากฉันมากมายมันไม่เข้าที...ไม่ได้นะครับ... หลายองค์การชั้นนำ ต่างก็ต้องการคนทำงานที่ทักษะหลากหลาย หลายท่านเรียกว่าพวก multitasker นั่นเอง  

4) รู้จักนำความรู้มาประยุกต์ใช้ เราเรียนมาทางด้านไหนก็จะมีทักษะและความสามารถในด้านนั้นเป็นพิเศษ รู้จักนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน แสดงฝีมือให้เพื่อนร่วมงานเห็นว่า เราเป็นตัวจริง มีความรู้จริง และใช้งานได้จริง ไม่ใช่เรียนจบมาได้เกรดสวยหรู แต่ทำงานไม่เป็นเลย

5) รู้จักสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่มีแต่ความรู้เท่านั้น แต่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีด้วย บริษัทหลายแห่งคัดเลือกแต่คนเก่งๆ เข้าไปทำงาน แต่เมื่อคนเก่งๆ อยู่ร่วมกันและไม่มีใครยอมเข้าหาใครก่อน ก็จะเกิดบรรยากาศการทำงานแบบตัวใครตัวมัน ไม่สมัครสมานสามัคคีกัน กลายเป็นความแตกแยกในองค์กร แต่หากเราเป็นคนมีนมุษยสัมพันธ์ที่ดี เข้าหาใครก็มีแต่คนเอ็นดู การทำงานร่วมกับผู้อื่นก็จะง่ายขึ้น

การรู้จักไปสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นนั้นน่ะ มันไม่ง่ายหรอกครับ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะพูดจะคุยกับเรา แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังต้องเกี่ยวข้องทำงานกับเขาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม พบเจอกันในที่ทำงานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  จะเป็นต่างคนต่างอยู่คงไม่ได้ น้อง ๆ ที่ยังไม่ค่อยจะรู้วิธีการสานสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานด้วยกัน ซึ่งไม่มีพื้นฐานของความเป็นเพื่อน หรือมีความสนใจแบบเดียวกันมาก่อน  ควรอย่างยิ่งนะครับที่จะต้องรู้ Know how หรือ ความรู้แบบ How To ของการสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน

ตัวผมเองก็มีเรื่องเล่าเป็นตัวอย่างให้ฟังเช่นกันว่า ผมแม้จะมาเขียนเรื่องต่าง ๆ ให้ท่านผู้อ่านได้อ่าน หรือนำเสนอความรู้เพื่อแลกเปลี่ยนก็ได้รับการ feedback หรือให้ข้อมูลจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงอยู่บ้างว่าให้ระวังการสื่อสารไปยังลูกน้องจะไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกน้องเข้าใจ เพราะบางเรื่องจะไปคาดหวังว่าเข้าจะเข้าใจในประสบการณ์หรือความรู้ที่เรามีนั้นมันไม่ได้  ตรงข้าม เวลาหัวหน้าสั่งงานเรามา ก็แค่บอกว่า อย่างได้แบบนี้ ส่วนที่เหลือไปคิดเอาเอง ก็ท้าทายที่จะให้ผมลองคิดลองทำดู ถูกใจหัวหน้าบ้าง ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่หัวหน้าต้องการบ้าง นี่ยังหนักกว่าน้อง ๆ ที่เริ่มทำงานกันใหม่  สิ่งที่ผมต้องการบอกกับน้อง ๆ ที่เริ่มทำงานใหม่จากตัวอย่างที่เล่าให้ฟังนี้ก็คือ นี่ล่ะ คือชีวิตจริงของการทำงานล่ะ  

แต่สิ่งที่ผมมีแน่นอน คือ ผมน้อมรับทุกคำวิจารณ์ และติงแบบสร้างสรรค์เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงตัวเอง จนกระทั่งผมเองได้รับการชื่นชมบ้างว่า ผมเป็นจำพวกที่ปรับตัวได้รวดเร็ว ท่านผู้อ่านลองเก็บไปคิดดูเป็นตัวอย่างได้ครับ  

เช่นกันหากตามผมว่า ข้อแนะนำที่ผมเสนอนี้ ใช้ได้เฉพาะกับน้องใหม่เท่านั้นหรือ ผมว่าไม่หรอกครับ แม้แต่กับผมที่ทำงานมานานก็ยึดเรื่องนี้เหมือนกัน ปรับปรังตัวเองมันตลอดเวลาล่ะครับ เพราะผมเองก็ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพชีวิตการงานไม่ต่างจากท่านผู้อ่าน ก็เลยต้อง สู้ สู้ และหาส่งที่ดีให้กับตัวเองเสมอ....    
 
หมายเหตุ  กรณีที่คุณไม่เห็นภาพถ่าย ขอความกรุณา ลงทะเบียนก่อน คลิกที่ด้านบน ลงทะเบียนก่อน สมัครเป็นสมาชิก แล้ว จึงสามารถมองเห็นภาพหถ่าย หรือโหลดภาพ โหลด ไฟล์ความรู้ได้ครับ รบกวนสมัครก่อนครับ ดู วิธีการลงทะเบียนได้ที่ ที่ห้อง วิธีการใช้ เว็บบอร์ดครับ มีขั้นตอนบอกไว้ให้ดูครับ ง่าย ก็เข้าดูข้อมูลได้แล้วครับ     ขออภัยในความไม่สะดวกครับ สมัครฟรี   ไม่เสียค่าใช้จ่าย  แล้วคุณก็โหลดสิ่งดีดี  ดูภาพกิจกรรม มากมาย  สามารถ นำไปเผยแพร่ต่อให้เกิดประโยชน์ให้มากขึ้นได้ครับ



     ต้องลงทะเบียนก่อนจึงเห็นภาพ และโหลดข้อมูลได้ครับ
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
winai.d
" ทายาท น้ำใจดั่งสายธาร "
Hero Member
*****

พลังน้ำใจ 1911
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2990


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

sudyod1510@hotmail.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2014, 01:15:29 PM »

การอบรมพนักงานใหม่หรือโยกย้ายมา เนื้อหาหลักสูตร ไปซื้อหนังสือได้ ที่ ตลิ่งชัน  หรือ ไป โหลดไฟล์ อบรม  3 หมวดได้ใน เวป jorpor.com
นะครับ
บันทึกการเข้า

" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Installed by Installatron

bisdakworldgreen design by JV PACO-IN
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.139 วินาที กับ 19 คำสั่ง